เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาสังคมทั้งในอดีตและปัจจุบัน

socialmedia1เดี๋ยวนี้สังคมส่วนใหญ่เกือบทุกสังคมในโลกไม่ว่าจะมีเชื้อชาติภาษาวัฒนธรรมและนับถือศาสนาใดไม่ว่าจะยังด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหรือพัฒนาแล้วก็ตามต่างมีความต้องการในการรับทราบข่าวสารและต่างต้องพึ่งพาอาศัยข้อมูลสารสนเทศในการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้นๆทุกวัน สังคมไทยก็ไม่ยกเว้นเช่นกันยิ่งกว่านั้นสังคมไทยยังเป็นสังคมเปิดที่ประชาชนมีความสนใจและมีการบริโภคข่าวสารในอัตราสูงและในปัจจุบันสื่อสารมวลชนก็ยังมีเสรีภาพที่ค่อนข้างจะเต็มเปี่ยมเมื่อเทียบกับอีกหลายๆประเทศในภูมิภาคใกล้เคียงกับไทยที่จัดว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยแต่สังคมเปิดของไทยจะยังสมบูรณ์เต็มที่ไม่ได้หากกลไกของรัฐยังไม่สามารถจะขจัดอุปสรรคที่ยังมีเหลืออยู่ให้หมดสิ้นไปเพื่อให้มีการเผยแพร่ข้อมูลทั่วไปของราชการแก่สาธารณชนได้อย่างเปิดเผยและเสรีเต็มที่กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ในระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องการเน้นองค์ความรู้ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ปัญหาพื้นฐานของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นที่ผ่านมามักเกิดจากการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วไปโดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่ที่มีความหลากหลายต่างกัน ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งต่อรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนและสังคมโดยรวมในที่สุด ในปัจจุบันประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทยได้นำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเพิ่มมากขึ้น เนื่องด้วยคุณลักษณะที่เอื้อต่อการศึกษา ทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนคนไทยในหลายมิติ

เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะเลือกใช้มันอย่างไร ในโลกปัจจุบันแรงผลักดันทางเศรษฐกิจมักจะมีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีเป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก ในอนาคตธุรกิจบันเทิงจะเป็นธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่จะทำเงินให้แก่ผู้ประกอบการทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอิทธิพลอย่างสูงกับแนวความคิดความอ่านของผู้คนในสังคม เพราะเป็นวิถีทางหนึ่งที่ผู้ร่วมบันเทิงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากผู้อื่นที่ร่วมอยู่ในวงบันเทิง และยอมรับสถานภาพว่าตนก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ

นาโนเทคโนโลยีกับการพัฒนาประเทศไทย

ในโลกยุคปัจจุบันมีปัญหาหลักอยู่สองสามประการ ได้แก่ ปัญหาพลังงานกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นของคู่กัน ยิ่งวิทยาการเจริญก้าวหน้าเท่าไร มนุษย์จะใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น และนำไปสู่การสร้างสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ดังนั้นการใช้พลังงานอย่างประหยัด หรือมีประสิทธิภาพสูง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของการพัฒนางานด้านวิศวกรรมศาสตร์

สิ่งประดิษฐ์ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีขนาดเล็กจะกินพลังงานต่ำ ไม่ปลดปล่อยของเสียออกมามาก ดังนั้นเราจะเห็นการพัฒนาศาสตร์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ในระดับที่มีสเกลเล็กลงเรื่อย ๆ เช่น กรณีของ IC Chips ที่มีพัฒนาจากไมโครเมตรเป็นซับไมโคร-และนาโนเมตรตามลำดับ การที่สิ่งประดิษฐ์อิเล็กทรอนิกส์มีขนาดเล็กลง จะทำให้ได้ Chips ที่มี function ในการทำงานที่สลับซับซ้อน มีสมรรถนะสูงขึ้น เช่น คอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น แต่ขนาดเล็กลง แถมมีราคาถูกลงด้วย

การที่สิ่งประดิษฐ์มีขนาดเล็กลงนั้น นอกจากจะใช้พลังงานน้อยลงแล้ว ยังมีลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือ ทำงานได้เร็วขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ที่มีฐานข้อมูลจำนวนมหาศาลที่จะต้องนำมาคิดตัดสินใจ เช่น Supercomputer แนวคิดจะนำเอาอะตอม กลุ่มอะตอม หรือโมเลกุลที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรมาทำเป็นสิ่งประดิษฐ์พื้นฐาน เช่น สวิทต์ปิดเปิด หรือทรานซิสเตอร์ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงเกิดขึ้นในยุคนี้ เรียกว่าศาสตร์ทางด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์

นาโนเทคโนโลยีจึงเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อโลกในอนาคต และเป็นเครื่องมือให้ประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านนี้ สามารถเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี กำหนดเศรษฐกิจ และการเมืองของโลกได้ นาโนเทคโนโลยีเป็นศาสตร์ที่เป็น Interdisplinary ต้องอาศัยบุคลากรหลายด้านทำงานร่วมกัน ทั้งนักฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และวิศวกรสาขาต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เคมี วัสดุ ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องมีระบบ Management ที่ดีในการสร้างบรรยากาศให้คนหลายกลุ่มทำงานร่วมกัน รวมไปถึงการวางแผนในการสร้างคนรุ่นใหม่ ที่มีแนวคิดใหม่ ๆ เช่น วิศวกรที่มีพื้นฐานความรู้ด้านชีวภาพ อินทรีย์เคมี ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ ตั้งแต่ระดับโรงเรียน และมหาวิทยาลัยให้มีเนื้อหาด้านนาโนเทคโนลียีไว้ด้วย จะช่วยให้การพัฒนาศาสตร์ด้านนาโนเทคโนโลยีเข้าสู่การประยุกต์ได้จริง และใช้พัฒนาประเทศได้

ศักยภาพของนาโนเทคโนโลยีในเชิงวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้ยกตัวอย่างมาส่วนหนึ่งแล้ว ชี้ให้เห็นว่านาโนเทคโนโลยีจะเป็นมิติใหม่ที่ท้าทาย หากรวมถึงหัวข้อวิจัยที่กำลังเป็นที่สนใจในปัจจุบัน เช่น คาร์บอนนาโนทิวป์ (Carbon Nanotubes) ซึ่งมีคุณสมบัติน่าสนใจทั้งทางด้านกายภาพ เช่น มีโครงสร้างแข็งแรงดุจเพชรในขณะที่หยืดหยุ่นเทียบได้กับโครงสร้างที่สามารถต้านแรงลมพายุและแผ่นดินไหวได้ดี คาร์บอนนาโนทิวป์ยังมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่น่าสนใจทั้งการนำไฟฟ้าและประพฤติตัวเป็นสารกึ่งตัวนำ สามารถทำหน้าที่เป็นตัวเปล่งแสงได้ดี จึงมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ในหลาย ๆ ด้าน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์หลายแห่งทั่วโลกให้ความสนใจในการผลิตคาร์บอนนาโนทิวป์เพื่อการประยุกต์ด้วยกรรมวิธีที่จะให้มีต้นทุนที่ถูก

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในคริสต์ศตวรรษที่21 มีแนวโน้มที่จะพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มี ความสามารถใกล้เคียงกับมนุษย์ เช่น การเข้าภาษาสื่อสารของมนุษย์ โครงข่ายประสาทเทียม ระบบจำลอง ระบบเสมือนจริง โดยพยายามนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้นลดข้อผิดพลาดและป้องกันไม่ให้นำไป ใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมาย

แนวโน้มในด้านบวก
• การพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ช่องทางการดำเนินธุรกิจ เช่น การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การผ่อนคลายด้วยการดูหนัง ฟังเพลง และบันเทิงต่างๆ เกมออนไลน์
• การพัฒนาให้คอมพิวเตอร์สามารถฟังและตอบเป็นภาษา พูดได้ อ่านตัวอักษรหรือลายมือเขียนได้ การแสดงผลของคอมพิวเตอร์ได้เสมือนจริง เป็นแบบสามมิติ และการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส เสมือนว่าได้อยู่ในที่นั้นจริง
• การพัฒนาระบบสารสนเทศ ฐานข้อมูล ฐานความรู้ เพื่อพัฒนาระบบผู้เชี่ยวชาญและการจัดการความรู้
• การศึกษาตามอัธยาศัยด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) การเรียนการสอนด้วยระบบโทรศึกษา (tele-education) การค้นคว้าหาความรู้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงจากห้องสมุดเสมือน (virtual library)
• การพัฒนาเครือข่ายโทร คมนาคม ระบบการสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สาย เครือข่ายดาวเทียม ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถค้นหาตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ
• การบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายการสื่อสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ดำเนินการของภาครัฐที่เรียกว่า รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-government) รวมทั้งระบบฐานข้อมูลประชาชน หรือ e-citizen

แนวโน้มในด้านลบ
• ความผิดพลาดในการทำงานของระบบ คอมพิวเตอร์ ทั้งส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่เกิดขึ้นจากการออกแบบและพัฒนา ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบและสูญเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหา
• การละเมิดลิขสิทธิ์ของทรัพย์สินทางปัญญา การทำสำเนาและลอกเลียนแบบ
• การก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ การโจรกรรมข้อมูล การล่วงละเมิด การก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีสารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คนในสังคมมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง คนทุกระดับอายุ เกือบทุกอาชีพ มีความต้องการสารสนเทศอยู่ตลอดเวลาใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งทางตรงและทาง อ้อม เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาและเริ่มนำมาประยุกต์ใช้ไม่ว่าจะเป็น ระบบปัญญาประดิษฐ์ ยูบิควิตัส การเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการบริหารประเทศก็ยังมีการตั้งโครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ พวกเราที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมสารสนเทศจึงควรเตรียมความพร้อมในการปรับตัว เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวกในการ ดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหาความรู้ การประกอบธุรกิจ การบริหารจัดการ การพักผ่อนและบันเทิง รวมทั้งการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิตของตนเอง

การพัฒนาองค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

การพัฒนาองค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรในอนาคต และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันธุรกิจซึ่งถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลการแก้ไขเปลี่ยนแปลง การเรียกดูข้อมูล การประมวลผล การใช้งานร่วมกันแบบหลายๆ ทั้งนี้การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการพัฒนาองค์กรสามารถนำไปใช้ในต่างๆต่างๆด้วยกัน คือ

1.การพัฒนาโครงสร้างการบริหาร โดยการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารที่ผู้บริหารสามารถทดลองปรับเปลี่ยนองค์กรเพียงแค่คลิกเมาท์แล้วไปวางหน่วยงานที่ต้องการไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ข้อมูลต่างๆ ของหน่วยงานนั้นๆ ทั้งหมดก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปทั้งข้อมูลตำแหน่งทำให้ผู้บริหารสามารถประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรได้ง่ายขึ้น

2.การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร โดยรวดเร็วและถึงตัวบุคคลมากยิ่งขึ้นซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนสามารถบันทึกนัดหมายได้ตรงกันมากขึ้นและรับบันทึกการประชุมได้รวดเร็วขึ้น โดยใช้การส่งข้อมูลแบบไร้สาย ทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ของผู้เข้าร่วมประชุม

3.การสื่อสารภายในองค์กรซึ่งสามารถสื่อสารข้อมูลข่าวสารต่างๆไปยังพนักงานโดยใช้ช่องทางนี้เป็นการสื่อสาร เพื่อทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องและประหยัดเวลาในการสื่อสารลงไปได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็น อีเมล์ การสร้างเว็บสื่อสารสำหรับพนักงาน การสร้างเว็บเพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงและดูแลรักษาข้อมูลส่วนตัว การสร้างเว็บเพื่อให้ผู้บริหาร เป็นต้น

4.การปรับปรุงกระบวนการทำงาน อย่างเช่น การบันทึกประวัติการติดต่อและให้บริการ การขจัดงานที่ไม่จำเป็นออกไป

5.การพัฒนาความสามารถในการทำงาน อย่างเช่น เทคโนโลยีทางด้านระบบเครือข่ายการสื่อสารที่ทำให้ส่งข้อมูลกันได้ทีละมากๆ และมีความเร็วมากขึ้น

6.การสร้างสังคมแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างเช่น การสร้างเว็บบอร์ด เพื่อให้พนักงานสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงานกัน การนำเอาความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานมาวางบนเว็บไซต์เพื่อให้พนักงานได้อ่าน

7.การพัฒนาผลการปฏิบัติงานขององค์กร

ซึ่งจะเห็นได้ว่าการนำเอาเทคโนโลยีไปใช้เพื่อช่วยในการพัฒนาองค์กรนั้น สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและยังส่งผลให้องค์กรประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นจึงเป็นผลดีต่อองค์กรอีกด้วย

พัฒนาการทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม สามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ในขบวนการพัฒนาทางสังคม


มีอีกคำหนึ่งที่ไม่อาจจะแยกจากคำว่าเทคโนโลยี นวัตกรรม นั่นก็คือ สารสนเทศ การที่จะพัฒนากระบวนการศึกษาให้ก้าวไกล ด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยี หรือการหาแนวทาง วิธีการใหม่ๆ ที่เรียกว่า นวัตกรรมนั้น ในปัจจุบันต้องพึ่งพากลไกทางสารสนเทศ เกือบทั้งสิ้น ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกได้เคลื่อนตัวสู่ยุคแห่ง“สังคมสารสนเทศ” (Information Society) ซึ่งถือเป็นยุคที่สาม (ถัดจาก “ยุคเกษตร” และ “ยุคอุตสาหกรรม”) ที่มี “สารสนเทศ” เป็นหัวใจหลักของการพัฒนา สารสนเทศนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญ ที่ส่งผลกระทบในด้านต่างๆมากมาย เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 ภาคการบริการจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเทียบเท่ากับภาคการผลิต ประชากรในทุกมุมของโลกต่างบริโภค ข้อมูลข่าวสาร มากขึ้น นำมาซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและเศรษฐกิจ (The information industry and the economy) การจ้างงานภาคสารสนเทศ ถือได้ว่าเป็นยุคสมัยแห่งการปฎิวัติระบบการพัฒนาของมนุษย์ ซึ่งเราไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่า ปัจจัยเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ในขบวนการพัฒนาทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในด้านการศึกษา การสาธารณสุข การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการบริหารทั้งภาครัฐรวมถึงแวดวงธุรกิจ

การจะพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษา ความเป็นมา หรือพัฒนาการของสารสนเทศ พร้อมๆกันไปด้วย เรามาศึกษาวิวัฒนาการของสารสนเทศที่เกี่ยวของกับการศึกษากัน นับแต่อดีต ชาวกรีกโบราณ ได้ใช้วัสดุและวิธีการในการสอนประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ด้วย การแสดงละครเพื่อสร้างเจตคติทางจรรยาและการเมือง ใช้ดนตรีเพื่อสร้างอารมณ์ และยังได้ย้ำถึงความสำคัญของการศึกษานอกสถานที่ด้วย นอกจากนี้การสอนศิลปวิจักษ์ในสมัยนั้นได้ใช้รูปปั้น และงานแกะสลักช่วยสอน ซึ่งนับว่าเป็นการใช้ทัศนวัสดุในการสอนแทนการปาฐกถาอย่างเดียว เพลโต นักปราชญ์ชาวกรีก ได้ย้ำถึงความสำคัญของคำพูดที่ใช้กันนั้นว่า เมื่อพูดไปแล้วอะไรเป็นความหมายที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนั้น จึงได้กระตุ้นให้ใช้วัตถุประกอบเพื่อช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น

สำหรับพัฒนาการทางเทคโนโลยีการศึกษาในประเทศไทยนั้น ได้มีการให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีการศึกษา ทั้งในด้านการจัดตั้งหน่วยงานด้านเทคโนโลยีการศึกษาในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน อาทิ การจัดตั้งแผนกโสตทัศนศึกษาขึ้นในกองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิกาi ทำหน้าที่พัฒนา จัดหา จัดซื้อ จัดสร้างสื่อ และให้บริการโสตทัศนวัสดุ อาทิ ฟีล์มภาพยนตร์ สไลด์ ฟีล์มสตริป เป็นต้น

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาประเทศ

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้บูรณาการเข้าสู่ระบบธุรกิจ ดังนั้นองค์การที่จะอยู่รอดและมีพัฒนาการต้องสามารถปรับตัวและจัดการกับเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศมีผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต เพื่อให้ผู้บริหารในฐานะหัวใจสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การได้ศึกษา แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศอาจทำให้เทคโนโลยีที่กล่าวถึงในที่นี้ล้าสมัยได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้บริหารที่สนใจจะต้องศึกษาติดตามความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เทคโนโลยีสารสนเทศกำลังเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวัน สังเกตได้จากการนำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ในสำนักงาน การจัดทำระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แสดงว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เพื่อการคำนวณและเก็บข้อมูลได้แพร่ไปทั่วทุกแห่ง เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันด้านธุรกิจและการขยายตัวของบริษัท มีผลต่อการให้บริการขององค์การและหน่วยงาน และมีผลต่อการประกอบกิจในแต่ละวัน

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศจะค่อย ๆ กลายมาเป็นระบบรวม โดยให้เครื่องระบบหนึ่งทำงานพร้อมกันได้หลาย ๆ อย่าง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากใช้ประมวลผลข้อมูลด้านบัญชีแล้ว ยังใช้งานจัดเตรียมเอกสารแทนเครื่องพิมพ์ดีด ใช้รับส่งข้อความหรือจดหมายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกล ซึงอาจอยู่คนละซีกโลกในลักษณะที่เรียกว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับเครื่องถ่ายเอกสาร นอกจากจะใช้ถ่ายสำเนาเอกสารตามปกติแล้ว อาจเพิ่มขีดความสามารถให้ใช้งานเป็นเครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือเป็นเครื่องรับส่งโทรสารไปในตัว

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทในด้านเศรษฐกิจโดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์และเพิ่มขีดสามารถในการแข่งขันทั้งภาคการผลิตและบริการ ภาคการเงินการคลังทั้งภายใน ประเทศ และเพื่อการส่งออก อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านด้านสังคม

ด้านสังคม ช่วยให้พัฒนาสังคมให้เกิดการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ เช่นโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริชองสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เข้าไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมได้มีคอมพิวเตอร์ใช้ เช่นโรงเรียนชนบท คนป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาล ผู้ต้องขัง และคนตาบอดที่สามารถอ่านหนังสือได้ด้วยระบบ DAISY ( Digital Accessible Information System)

การนำเทคโลโลยีที่ทันสมัยมาใช้กับหน่วยงานอย่างได้ผลดี

เทคโนโลยี สามารถช่วยให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กรได้โดยรวดเร็วและถึงตัวบุคคลมากยิ่งขึ้น โดยมีการนำเอาเทคโนโลยีไปใช้เพื่อช่วยในการพัฒนาองค์กรเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และคาดการณ์ได้ยากอย่างปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาองค์กรให้สำเร็จก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของปัจจัยภายในองค์กรหลายด้าน ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ข้อมูลและสารสนเทศ ฐานข้อมูล ระบบเครือข่ายการสื่อสาร ความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน บุคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ และที่สำคัญคือผู้ใช้ โดยต้องอาศัยการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ดี เพื่อให้ผู้ใช้เกิดการยอมรับและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปัจจุบันหลายๆองค์กรให้ความสนใจกับการพัฒนาองค์กร

โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร บ้างก็ยุบรวมหน่วยงาน บ้างก็แยกหน่วยงานออกมา บ้างก็ตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาสนับสนุนและประสานงาน ซึ่งในอดีตเราอาจจะต้องมีทีมงานขึ้นมาทำหน้าที่เป็นพิเศษและต้องใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์หลายๆบริษัทที่พัฒนาการใช้งานในด้านของการจัดโครงสร้างองค์กรขึ้นมาโดยให้ผู้บริหารสามารถทดลองปรับเปลี่ยนองค์กรเพียงแค่คลิกเมาท์แล้วไปวางหน่วยงานที่ต้องการไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ข้อมูลต่างๆของหน่วยงานนั้นๆทั้งหมดก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปทั้งข้อมูลตำแหน่ง ข้อมูลหน่วยงาน และข้อมูลผู้บังคับบัญชาโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้บริหารสามารถประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรได้ง่ายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เครื่องมือที่ช่วยทำให้นักพัฒนาองค์กรในยุคนี้ทำงานได้ง่ายขึ้น

เพราะมีทางเลือกมากขึ้น อีกทั้งข้อมูลข่าวสารในการทำงานก็สามารถแลกเปลี่ยนกันได้สะดวกขึ้น และถ้าจะพิจารณาการพัฒนาองค์กรในงานเทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์บ้าง เราจะพบว่าปัจจุบันมีองค์กรจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยจากผลิตผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ การออกแบบกลยุทธ์ การจัดโครงสร้างองค์กร หรือวางระบบค่าตอบแทนแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีภาพสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าวิธีการนี้สามารถทำให้องค์กรนั้น ผ่านวิกฤตและอยู่รอดได้โดยมีกำไร จากการรวบรวมข้อมูลและค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรโดยใช้ไอทีในงานบริหารทรัพยากรมนุษย์

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย นับได้ว่าเป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือยุคข้อมูลข่าวสาร ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อย่างมหาศาล ยังผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล องค์กร หรือสังคม เราสามารถจำแนกผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศออกเป็นสองด้าน คือ ผลกระทบด้านบวกและผลกระทบด้านลบการกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น สภาพการใช้งานจึงใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่างกว้างขวาง

การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควมคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้นเสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอกาสการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสาร สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศใน โรงเรียนมากขึ้นเทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อม เพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรียกว่า โทรมาตร เป็นต้น

การพัฒนาเทคโนโลยีและสารสนเทศดำเนินการติดตั้งโปรแกรม

ระบบเครือข่าย IPS เป็นการป้องกันภัยคุกคามและตรวจจับการบุกรุกบนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อย่างมีประสิทธิภาพทดแทนระบบ Firewall ที่มีการใช้งานอยู่เดิม ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยหลายด้านเช่น firewall ไม่สามารถป้องกันการโจมตีที่ไม่ได้กระทำผ่าน firewall หรือการโจมตี จากภายในเครือข่ายเอง, firewall ไม่สามารถป้องกันการโจมตีที่เข้ามากับ application protocols ต่างๆ หรือกับโปรแกรม client ที่มีความล่อแหลมและถูกดัดแปลงให้กระทำการโจมตีได้ รวมถึง Firewall ไม่สามารถป้องกัน virus ได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากจำนวน virus มีอยู่มากมาย จึงเป็นการยากที่ firewall จะสามารถตรวจจับ pattern ของ virus ทั้งหมดได้ ดังนั้นแนวทางในการปกป้องระบบเครือข่าย ให้ปลอดภัย ทางสำนักเทคโนโลยีและสารสนเทศ จึงได้สรรหาระบบหรือเครื่องมือด้าน IPS ที่เหมาะสมกับมหาวิทยาลัยพายัพ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทคู่ค้าให้ความอนุเคราะห์ทำการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อทดสอบและสรุปผล และจากนั้นจึงได้ดำเนินการจัดซื้ออุปกรณ์ที่เหมาะสมโดยเลือก Palo Alto Networks ซึ่งเป็น Next Generation Firewall ที่ทำหน้าที่ทั้งในส่วนของการป้องกัน ป้องปราม และการบริหารจัดการ Bandwidth ทำให้การบริหารจัดการระบบเครือข่ายทำได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

สำนักเทคโนโลยีและสารสนเทศดำเนินการติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ในการทำ Virtual disk ให้สามารถรองรับความต้องการ Server ของหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยพายัพได้ตามความต้องการโดยสามารถติดตั้ง Operation System, Database System และ Application Software ได้ตามที่หน่วยงานต้องการทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในด้านการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และยังเป็นการลดต้นทุนด้านเทคโนโลยีด้วยรูปแบบของการให้บริการให้กับหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย สามารถนำเว็บไซต์หรือโฮมเพจของตนเองออนไลน์บนโลกอินเตอร์เน็ต ได้โดยการกำหนดชื่อ Domain Name และจัดสรรทรัพยากรให้ใช้ร่วมกัน รวมถึงซอฟต์แวร์และบริการต่างๆ ที่หน่วยงานต้องการอย่างเหมาะสม

สำนักเทคโนโลยีและสารสนเทศ เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ ออกแบบและ วางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบเครือข่ายและการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนการใช้งานอย่างเหมาะสมและเพียงพอโดยในปีการศึกษา 2553 ได้มีการปรับเพิ่มขยายช่องสัญญาณภายในประเทศเป็น 100 Mbps และช่องสัญญาณต่างประเทศเป็น 50 Mbps เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการอินเตอร์เน็ตการดำเนินการปรับปรุงระบบเครือข่ายไร้สายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบให้สามารถควบคุมและบริหารจัดการได้จากส่วนกลางและสามารถตรวจสอบการกระจายสัญญาณ ในจุดให้บริการ แต่ละจุดเพื่อรองรับการบริการอย่างทั่วถึง โดยเริ่มปรับปรุงระบบในปีการศึกษา 2553 รวม 3 อาคาร ได้แก่ อาคารวิวรณ์ อาคารเพ็นเทคอสต์ และอาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้สิรินธร

พัฒนาศักยภาพด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

สังคมในยุคโลกาภิวัฒน์เป็นสังคมที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนทำให้สังคม เกษตรกรรมกลายเป็นสังคมของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม มนุษย์จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปฏิบัติงานร่วมกับเทคโนโลยี โดย เฉพาะ เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกคน ซึ่งมีผลกระทบทางด้านบวกและด้านลบ ดังนั้นผู้ใช้จึงควรศึกษาผลกระทบที่เกิดจากการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ ให้สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดหรือหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไม่เหมาะสม ให้มากที่สุด

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย นับได้ว่าเป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือยุคข้อมูลข่าวสาร ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อย่างมหาศาล ยังผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล องค์กร หรือสังคม เราสามารถจำแนกผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศออกเป็นสองด้าน คือ ผลกระทบด้านบวก และผลกระทบด้านลบ การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น สภาพการใช้งานจึงใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่างกว้างขวาง

ประโยชน์ของเทคโนโลยี
การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควมคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน และเสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอกาสการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสาร

สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศใน โรงเรียนมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป